Thursday, September 27, 2007

Item Level at Metro

เพิ่งรู้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าการ implement near field และ far field EPC Gen 2 ที่ Metro Group ทำที่แผนกเสื้อผ้าชายนั้น ใช้ tag อันเดียวกันและ reader อันเดียวกัน แต่ต่างกันที่ antenna ของ reader เท่านั้น โดยถ้าต้องการอ่านในลักษณะ near field ก็จะใช้ antenna ที่ออกแบบให้ทำงานในแบบ inductive coupling ถ้าจะให้อ่านในลัีกษณะ far field ก็ใช้ anntenna ที่ออกแบบให้ทำงานในแบบ backscattering เหมือนเดิม

Tuesday, September 25, 2007

Visa Micro Tag


Visa เพิ่งออก payment device ในรูปแบบของพวงกุญแจหรือ key fob ออกมา โดยในช่วงแนะนำจะมีเงินอยู่ข้างใน $15 โดยเวลาใช้ก็แค่เอาไปจ่อตรงเครื่องอ่าน(ไม่เกิน 2 นิ้ว) และถ้าซื้อของไม่เกิน $25 ก็ไม่ต้องมีการเซ็นชื่อ สะดวกดีครับแต่หลายคนคงห่วงเรื่องความปลอดภัยกันพอสมควร

Active RFID Mobile Reader


เดี๋ยวนี้เครื่องอ่าน RFID มีขนาดเล็กและพกพาได้สะดวกมาก อย่างของ RFCode ซึ่งเป็นเครื่องอ่าน active rfid tag ย่าน 433 MHz ซึ่งทำงานร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา PDA หรือมือถือ ที่รองรับ bluetooth ได้ โดยทำการลง applications ไ้ว้และรับข้อมูลการอ่าน tag จากเครื่อง mobile reader นี้ และความที่เป็น active tag ระยะการอ่านก็ได้ตั้งเกือบ 100 เมตร ผมว่าน่าสนใจในการนำไปใช้งานตรวจสอบ asset ใน field อย่างมากครับ เวลาเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบอุปกรณ์ที่ติดตั้งแล้วอยู่ภายนอกและต้องการตรวจสอบประวัติอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่แล้ว ก็แค่พกเจ้าเครื่องเล็กๆนี้ไปพร้อมกับ PDA แค่นั้นเอง ระยะการทำงานก็ไกลดีด้วย

Sunday, September 23, 2007

RFID Lesson 3

ในตอนที่สามนี้เราจะมาลงรายละเอียดเรื่องของมาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในเทคโนโลยี RFID กันครับ องค์กรมาตรฐานที่เกี่ยวข้องนั้นถ้าจะแบ่งออกเป็นกลุ่มอาจแบ่งได้ดังนี้ครับ

International standards organization
ISO – International Organization for Standardization
ITU – International Telecommunication Union
IEC – International Electrotechnical Commission

Regional standards
CEN – European Committee for Normalization and Standardization

National Standards
ANSI – American National Standards Institute
BSI – British Standards Institution

Industry
EPCglobal – Electronic Product Code
GS1 – European specific of EPC plus UCC/EAN
AIAG – Automotive Industry Action Group

แต่ละกลุ่มข้างบนก็มักจะมีกลุ่มย่อยๆภายในเพื่อกำหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับ RFID ในแต่ละเรื่องแยกออกไปอีกทีหนึ่ง มาตรฐานที่เกี่ยวกับทางเทคนิคก็มักจะมีการพูดถึงเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้
  • Hardware requirements
  • Host interface
  • Air interface
  • Data syntax, structure and content
  • Conformance - read rate, test procedures, print quality,compliance specifications
  • Application standards - labelling, package, numbering, master labelling, etc.
โดยทั่วไปแล้วมาตรฐานที่คุ้นเคยกันดีและครอบคลุมเนื้อหาต่างๆข้างต้นครบถ้วนก็จะเป็นมาตรฐาน ของ ISO 18000 ทั้งนี้มาตรฐานทาง RFID นั้นเพิ่งจะเริ่มมามีขึ้นหลากหลายเมื่อปี 2006 นี้เอง โดยมาตรฐานที่บทบาทอย่างมากก็คือ ISO 18000 กับ EPC Gen 2

มาตรฐาน ISO 18000 นั้นพูดถึง RFID Air Interface ใน 5 ย่านความถี่ด้วยกันคือ

  • <135kHz. – 18000 - 2
  • 13.56 MHz. – 18000 - 3
  • 433 MHz – Active – 18000 -7
  • 860 ~ 960 MHz. – 18000 - 6
  • 2.45 GHz. – 18000 - 4
ทั้งนี้ ISO 18000 - 1 จะพูดถึงค่า parameters ทั่วๆไปสำหรับ RFID ทุกย่านความถี่ ส่วน ISO 18000 - 2 จะพูดถึง Type A ย่าน 125 kHz. แบบ Full Duplex และ Type B ย่าน 134.2 kHz. แบบ Half Duplex ในขณะที่ ISO 18000 - 3 จะพูดถึงความถี่ย่าน 13.56 MHz. และรายละเอียดในการทำงานสอง mode ซึ่งใช้งานร่วมกันไม่ได้และต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาให้กับเจ้าของเทคโนโลยีในการใช้งานทั้งสอง mode ในส่วนของ ISO 18000 - 4 จะกำหนดมาตรฐานสำหรับย่านความถี่ 2.45 GHz. และการทำงานในสอง mode เช่นกันคือ แบบ passive ที่อยู่ในลักษณะ reader talks first กับในแบบ active ที่ tag talks first โดย passive mode จะมีระยะทำงานต่ำกว่า 1 เมตร ในขณะที่ active mode มีระยะการทำงานมากกว่าแบบ passive ถึงกว่า 100 เท่า มาถึง ISO 18000 - 6 ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานในย่าน 860 - 960 MHz. โดยในแต่ละประเทศก็จะมีการใช้ความถี่ที่แตกต่างกันไป โดย ISO 18000 - 6 A กับ B จะครอบคลุมถึง applications แบบต่างๆหลากหลาย และ ISO 18000 - 6 C จะครอบคลุมถึงมาตรฐาน UHF Gen 2 Global สุดท้ายคือ ISO 18000 - 7 จะเป็นการพูดถึงย่าน 433 MHz ในแบบ active ซึ่งปัจจุบันมีการใช้อยู่ใน DoD ของอเมริกา สำหรับ track container RFID ในย่านนี้มีระยะการทำงานหลายร้อยฟุต แต่มีราคาค่อนข้างแพง ทำให้มีการใช้กันค่อนข้างน้อย

สุดท้ายคงต้องพูดถึง EPCglobal และ GS1 โดย EPC นั้นหมายถึง Electronic Product Code ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่มีการผลิตขึ้นในโลกสามารถจะมี unique EPC code ได้ ถ้าผู้ผลิตเป็นมีรหัส EPC ที่ GS1 ออกให้ ทั้งนี้ความตั้งใจของ EPCGlobal ก็คือต้องการจะให้สินค้าทุกชิ้นทั่วโลกสามารถถูกตรวจสอบหรือ track ใน supply chain ได้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี EPC Gen 2 เป็นมาตรฐานอันล่าสุดที่จะทำให้ tag ทุกอันที่ comply ตามมาตรฐาน EPC Gen 2 นี้สามารถอ่านได้ในทุกประเทศโดยใช้มาตรฐาน ISO 18000 - 6 และเนื่องจากในอเมริกาใช้ความถี่ย่าน 915 MHz ในขณะที่ยุโรปใช้ย่าน 868 MHz เจ้าตัว Tag EPC Gen 2 นี้จะต้องสามารถถูกอ่านได้ทั้งโดย Reader ย่าน 868 MHz และ ย่าน 915 MHz. ด้วย

มาตรฐาน EPC Gen 2 นั้นจะกำหนดให้มีอย่างน้อย 96 bits ซึ่งเป็นรหัส EPC ส่วนที่เกินไปจาก 96 bits ก็จะเป็นข้อมูลเช่น password, kill code และส่วนอื่นๆ (อาจจะสงสัยว่า kill code ทำอะไรใช่ไหมครับ kill code ก็คือรหัสที่เมื่อใช้แล้วจะทำให้ tag อันนั้นตายไปเลยคือไม่สามารถอ่านได้อีกตลอดไป)

ไว้มาต่อกันตอนที่สี่ครับ

Friday, September 21, 2007

First End-to-End Item Level RFID

เริ่มแล้วครับตามที่ Mr.Gerd พูดไว้ตอนมาเมืองไทยเลย ที่ห้าง Galeria ที่เยอรมัน ตอนนี้ได้เริ่มทำ pilot ของ item-level tagging โดยใช้เทคโนโลยี near field UHF EPC C1G2 แล้ว โดยทำในแผนกเสื้อผ้าผู้ชายทั้งแผนก โดยจะเริ่ม tag เสื้อผ้ามาตั้งแต่ distribution center ของทาง Metro เลยทำให้สามารถ track สินค้าเป็นราย item ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงที่ชั้นวางขายเลย


ส่วนในแผนกก็จะประกอบไปด้วย smart shelf, smart mirror, smart dressing room โดยที่แต่ละ shelf ก็จะมี tag ติดไว้ด้วย ซึ่งพอเอาสินค้าไปวาง ใน database ก็จะ match ระหว่างสินค้า กับตำแหน่งบน shelf ให้ ทำให้พนักงานสามารถค้นหาตำแหน่งสินค้าได้ทันทีจาก database และทุกวันก็จะมีการ update ข้อมูลเหล่านี้ด้วย ส่วนในห้องแต่งตัวก็จะมี Reader อยู่หลังกระจกไว้อ่านข้อมูลสินค้าที่ลูกค้ากำลังลองอยู่ เพื่อให้ข้อมูลและในอนาคตก็จะทำ cross-selling ด้วย

ทั้งหมดนี้ใช้ near field UHF เทคโนโลยีล่าสุดครับเพื่อจำกัด read range ไม่ให้ไปอ่าน tag ที่ไม่ต้องการ ซึ่งในอนาคตก็คงจะเป็น near field UHF นี้แหละครับที่จะเป็นตัว enabler ตัวสำคัญสำหรับ item-level tagging ที่ทุกคนพูดถึงกันอยู่

ที่มา : rfidjournal

Tuesday, September 18, 2007

RFID Lesson 2

Radio Frequency (RF) Basics (ก่อนหน้านี้ได้ Post Lesson 1 ไว้แล้วครับ)
มาต่อกันในส่วนที่สองครับ RFID Tag จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทครับคือ
  • Passive
  • Semi-Passive หรือบางทีก็เรียกว่า Semi-Active
  • Active
Passive Tag ก็จะไม่มี battery และก็อาศัยพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ส่งมาจาก Reader ป้อนให้กับ IC ใน Tag เพื่อจะสามารถส่งข้อมูล UID กับไปยัง Reader ได้ โดยการติดต่อสื่อสารระหว่าง Reader กับ Tag ก็จะใช้การ coupling ในสองลักษณะคือ
  • Load Modulation สำหรับการทำงานในระยะใกล้ๆ (เรียกกันว่า Near Field) มักจะใช้ในย่าน LF, HF และก็อาจจะมีใช้ในย่าน UHF ด้วย โดยเฉพาะใน Gen2 ที่จะเอาไปทำ Item Level Tagging (ไว้พูดในรายละเอียดทีหลังครับ)
  • Backscatter สำหรับการทำงานในระยะไกล (เรียกกันว่า Far Field) มักพบในย่าน UHF และ Microwave
ในส่วนของการสื่อสารในแบบ near field นั้น ตัว Tag ก็จะสื่อสารกับ Reader โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยเสาอากาศของ Reader และ Tag จะอยู่ใกล้กันทำให้เกิดลักษณะของ transformer เกิดขึ้น Reader ก็จะทำการเปลี่ยนแปลงค่า amplitude, phase หรือ ความถี่ ของคลื่น carrier หรือทำการ modulate คลื่น carrier นั่นเอง ด้วยข้อมูลที่ Reader ต้องการส่งไปให้ Tag ส่วน Tag ก็สื่อสารกลับโดยใช้การ modulation ในลักษณะคล้ายๆกัน

ในส่วนของการสื่อสารแบบ far field นั้นจะใช้ลักษณะของ backscatter หรือการสะท้อนกลับของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อคลื่นวิ่งมาชนสายอากาศของ Tag ปริมาณการสะท้อนกลับก็จะขึ้นอยู่กับว่าสายอากาศกับ load impedance ของ chip match กันมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ match ก็จะมีการสะท้อนกลับเยอะ ถ้า match ก็จะมีการสะท้อนกลับน้อย การเปลี่ยน load impedance ของ chip ไปมาก็จะเป็นการ modulate คลื่นที่สะท้อนกลับไปที่ Reader นั่นเอง ทั้งนี้คลื่นที่เข้ามาที่ Tag จะต้องมีการ resonate กับสายอากาศด้วยเพื่อให้สามารถถ่ายทอดพลังงานได้สูงสุด ทั้งนี้การ resonate หรือ resonance ที่เราเรียนกันมาก็คือ การที่ระบบจะมีการ oscillate ด้วย amplitude สูงสุดที่ความถี่หนึ่งๆ ซึ่งสามารถทำการ tune ได้ด้วยการออกแบบสายอากาศให้เหมาะสม เปรียบไปก็เหมือนกับการสั่นของสายกีต้าร์ซึ่งจะไป resonate กับโพรงในตัวกีตาร์ทำให้ได้เสียงออกมากังวาลนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นว่า RFID Tag แต่ละอันนั้นก็จะถูกออกแบบให้ resonate กับย่านความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราจึงไม่สามารถเอา Tag ที่ออกแบบสำหรับย่าน 125 kHz ไปใช้กับย่าน 134.2 kHz ไม่ได้ถึงแม้ว่าจะดูเป็นย่านที่ใกล้กันก็ตาม

ในการสื่อสารในลักษณะ far field นี้ เราสามารถออกแบบ UHF Tag ให้มีการ resonate เต็มที่เมื่อเอา Tag ไปติดอยู่กับประเภทวัสดุที่ต้องการได้ เช่นเราอาจออกแบบ Tag สำหรับติดบน pallet ที่เป็นพลาสติกหรือไม้ หรือออกแบบ Tag สำหรับติดบนโลหะ ซึ่งก็จะต้องใช้งานให้ถูกต้องด้วย และถ้าเราพยายามวัดค่า Tag Read Rate หรือระยะการอ่าน โดยไม่ได้เอา Tag ไปแปะอยู่กัีบวัสดุที่ Tag ถูกออกแบบมาให้ติดเช่นโลหะ เราก็จะไม่ได้ค่าที่ถูกต้อง ในการสื่อสารแบบ passive backscatter นี้ พลังงานส่วนหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะถูกใช้ในการจ่ายให้กับ IC ใน Tag ในขณะที่พลังงานส่วนที่เหลือก็จะเป็นพลังงานที่สะท้อนกลับก็จะเป็นส่วนที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับ Reader

ประเภทของระบบ RFID
ดังที่ได้ว่ามายาวข้างบนครับ ระบบ RFID ก็จะมีอยู่สองแบบหลักๆ คือ Near Field กับ Far Field ซึ่งจริงๆแล้วก็คือแบบ Close Range (น้อยกว่า 1 เมตร) กับ Far Range (มากกว่า 1 เมตร) นั่นเอง

ลักษณะของระบบ Near Field :
  • สาอากาศขดเป็นวงๆตามความยาวคลื่น
  • ใช้หลักการ inductive coupling ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสื่อสาร
  • สายอากาศของ Reader กับ Tag ทำตัวเป็นเหมือน Transformer
  • ระยะการอ่านสั้น
  • อ่านผ่านน้ำได้
  • เหมาะกับ item level tagging
  • ย่าน 125 kHz กับ 134.2 kHz จะมีระยะอ่านสูงสุด 30cm โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 15 cm ถ้า Tag ราคาถูกหน่อยก็ได้ไม่เกิน 10cm
  • ย่าน 13.56 MHz จะมีระยะอ่านสูงสุด 1.5m โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 1.2m ถ้า Tag ราคาถูกหน่อยก็ได้ไม่เกิน 1m
ลักษณะของระบบ Far Field :
  • สาอากาศยาว 1 ความยาวคลื่นหรือมากกว่าเพราะความยาวคลื่นจะสั้นๆ(ความถี่สูง)
  • ใช้หลักการ passive backscatter ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสื่อสาร
  • ระยะการอ่านไกล
  • อ่านผ่านน้ำไม่ได้
  • เหมาะกับ pallet และ box tagging
  • ย่าน 868 MHz จะมีระยะอ่านน้อยกว่าย่าน 915 MHz เล็กน้อยเนื่องจากกฎระเบียบที่มีการกำหนดกัน ระยะอ่านก็จะประมาณ 5-7 เมตร
หมายเหตุ
หลังจากที่มาตรฐานอันใหม่ของ EPC Gen 2 ออกมา ก็มีผู้ผลิตหลายต่อหลายรายที่ทำการวิจัยและพัฒนา Tag ที่ใช้บนขวดที่บรรจุของเหลว Tag สำหรับใส่ใน laptop หรือมือถือ และอื่นๆอีกหลากหลาย กลายเป็นว่าข้อจำกัดที่เคยกลัวกันแต่ก่อนไม่ว่าจะเป็นของเหลวหรือโลหะนั้น ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว มีแม้กระทั่ง Tag ที่ทนความร้อนได้สำหรับใช้ในเตาอบก็มีขึ้น หรืออีกตัวอย่างคือ Tag ที่ใช้ติดกับสาย Cat 5/6 และสาย fiber optic ก็มี

Communication Methods
สำหรับการสื่อสารในแบบ Near Field เช่นที่ใช้ในย่านความถี่ 125 kHz หรือ 134.2 kHz ก็จะมีการใช้ modulation ต่างๆกันไป เช่นใช้ phase shifting และก็จะมีการทำการ encoding สัญญาณก่อนส่งด้วย ระบบที่ใช้ก็มีทั้งแบบที่เป็น proprietary เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หรือแบบที่เป็น standard เพื่อให้สามารถ interoperate ได้ง่าย สำหรับในแบบ standard นั้น ก็จะมีทั้งแบบที่เป็น half duplex กับ full duplex โดยแบบ full duplex ก็จะเร็วกว่าแต่ก็ต้องใช้ power มากกว่า เดี๋ยวไว้้ในตอนต่อไปเราค่อยมาลงรายละเอียดกันครับ

ส่วนการสื่อสารแบบ Near Field ในย่านความถี่ 13.56 MHz นั้นส่วนใหญ่จะคำนึงถึงเรื่อง security ค่อนข้างมาก ดังนั้นวิธีการสื่อสารก็จะขึ้นกับ IC ที่ใช้และการ encoding Tag ที่ใช้ในย่านนี้มักจะมีความ memory สูง มี feature ที่เกี่ยวกับ security ที่ดี สามารถอ่านเขียนได้หลายครั้ง และมีระบบ anti-collision เป็นต้น

ในส่วนของการสื่อสารแบบ Far Field ในย่าน UHF โดยทั่วไปก็จะใช้เทคโนโลยี spread spectrum frequency hopping และใช้วิธีการ encryption หลากหลายรูปแบบในการสื่อสารระหว่าง Reader กับ Tag ทั้งนี้ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศครับ

Directional Antenna

สายอากาศแบบ directional หรือแบบมีทิศทางนั้น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็จะ focus ไปในทิศทางหนึ่งมากกว่าทิศทางอื่นๆ ซึ่งต่างจากสายอากาศแบบที่เรียกว่า isotropic ซึ่งจะกระจายคลื่นออกไปรอบตัวเท่าๆกัน ดังนั้นสายอากาศแบบ directional ก็จะมี power ไปยัง Tag มากกว่าถ้า Tag นั้นมาอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Main Beam นอกจากนี้สายอากาศแบบ directional ก็จะสามารถรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนมาจาก Tag ได้ดีกว่าในทิศทางของ Main Beam เช่นกัน

Effective Isotropic Radiated Power
มาพูดถึงคำศัพท์อีกตัวที่จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะเป็น expert ทางด้าน RFID ครับ คำว่า Effective Isotropic Radiated Power หรือบางทีเราจะเห็นในข้อกำหนดของ กทช. เขียนว่า EIRP นั้น ประกอบไปด้วยค่า Gain (G) ของสายอากาศบวกกับค่า Power ที่เครื่องอ่านส่งออกมา และลบด้วยค่า Loss นั่นคือเขีึยนเป็นสมการได้ดังนี้ครับ

EIRP =Power (dBm) + gain (dBi) – loss (dB)  

แต่ทั้งนี้เนื่องจากสายอากาศที่ใช้ทั่วไปนั้นไม่ได้เป็นแบบ isotropic ก็จะมีการใช้ค่า ERP หรือ Effective Radiated Power แทน แต่อย่างไรก็ตามค่า EIRP ก้ยังคงเป็นค่าที่มีการกำหนดในมาตรฐานทั่วๆไปอยู่ดี สำหรับค่า ERP ก็จะคำณวณมาจากสมการดังนี้ครับ

ERP =Power (dBm) + gain (dBd) – loss (dB)

ถ้าจำนิยามของ dBi กับ dBd ไม่ได้อย่าลืมย้อนกับไปดูตอนที่ 1 นะครับ

ตัวอย่างเช่น ค่า Gain ของสายอากาศมีค่า 10 dB ค่า isotropic power 30 dBm เราก็จะได้ค่า EIRP เท่ากับ 30dBm + 10dB หรือ 40dBm นั่นเอง ทั้งนี้ในตัวอย่างนี้สายอากาศที่มี Gain 10dB นั้นจะเพิ่มระยะทางได้จาก 2.7m เป็น 8m หรือประมาณสามเท่า 

Interference
การรบกวนจากแหล่งของคลื่น RF โดยทั่วไปก็จะขึ้นอยู่กับค่า peak power density ว่าเป็นเท่าไำร (ไม่ใช้ค่า power เฉลี่ยนะครับ)

Sunday, September 16, 2007

Order Hamburger with RFID

ที่เกาหลีในร้าน McDonald มีการนำเอา RFID ไปใช้ได้ไม่เลวทีเดียว เป็นการแก้ปัญหาเวลามีลูกค้าเยอะๆแล้วต้องต่อคิวยาวๆรอสั่งอาหาร โดยเป็น solutions ที่ทาง SK Telecom ร่วมกับทาง McDonald คิดขึ้นมา วิธีการก็คือที่แต่ละโต๊ะจะมี RFID Reader อันเล็กๆอยู่ พอเราเข้าไปก็ไม่ต้องไปรอสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์ แต่ไปนั่งที่โต๊ะได้เลย จากนั้นก็เอาไอ้เจ้า RFID อันเล็กๆนี้ต่อเข้ากับมือถือ

ที่แต่ละโต๊ะนอกจากจะมี RFID Reader นี้แล้วก็จะมี Menu ที่แต่ละรายการมี RFID Tag ติดอยู่ พอเราต่อ RFID Reader เ้ข้ากับมือถือแล้ว ก็เอาชี้ไปที่เมนูที่เราต้องการ เพียงแค่นี้ก็เป็นการเสร็จกระบวนการสั่งอาหารและรวมทั้งชำระเงินผ่านทางมือ ถือเรียบร้อยเลย พออาหารของเราเรียบร้อยทางร้านก็จะส่ง sms มาให้เราไปรับได้ ถือเป็น solution ที่ใช้ RFID ร่วมกับระบบ sms และ mobile payment ที่เนียนมากครับ

Saturday, September 15, 2007

Logistics Seminar at Bitec

เมื่อวานได้ไปฟังสัมมนาที่ bitec โดยเป็นการพูดถึงเรื่อง RFID กับการ export โดยมีวิทยากรจาก GS1, TIFFA EDI และ IT Manager ของทาง Metro Group มาคุยให้ฟัง ผมค่อนข้างประทับใจการให้ความรู้ของคุณอนุสรณ์จาก TIFFA EDI มาก ถึงแม้ส่วนใหญ่จะรู้ถึงการนำ RFID ไปใช้ใน application ลักษณะที่คุณอนุสรณ์พูดอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ผมคิดว่าคุณอนุสรณ์พูดได้ชัดเจนและสำหรับคนที่ไม่มีพื้นความรู้ให้ติดตามฟังง่ายและเห็นภาพดีมาก ต้องขอชม multimedia ที่แกใช้ด้วย



และก็ทำให้ได้รู้ว่า บริษัท Western Digital ที่ผลิต hard disk ก็เริ่มนำ RFID ไปใช้ในลักษณะ e-Seal แล้วโดยใช้ solution ของ Savvi เป็นแบบ active tag ที่ความถี่ 433 MHz ส่วน application ก็เป็นแบบ web-based ดู Gui ก็ simple ดี ที่น่าสนใจก็คือเขาสามารถไปตกลงให้ทางกรมศุลใช้ app ตัวนี้ควบคุมการขนสินค้าของบริษัทเขาได้ ก็ฟังดูแปลกดี ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็เพราะกรมศุลฯยังไม่มีระบบกลางที่ใช้ RFID ในการควบคุมเพราะยังไม่ได้นำมาใช้ และอีกอย่างมันก็ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย และก็ยังได้รู้อีกว่า Savvi นั้นไม่ธรรมดาทีเดียว ตอนนี้ปูพรมลงอุปกรณ์ให้ทางกรมศุลฯและอีกหลายๆที่ไว้เรียบร้อยแล้ว รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเดียว

ส่วน Dr.Gerd ของทาง Metro Group ก็น่าสนใจมากเช่นกันเพราะทำให้รู้ว่า retailer อันดับสามของโลกเขาเอาจริงเอาจังการเทคโนโลยี RFID มากเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการอ่านไม่ 100% เพราะโลหะกับของเหลวอย่างที่เรารู้กัน แต่เขาก็ดูเหมือนจะพยายามหาวิธีแก้ไปเรื่อย และก็ยังมีความเชื่อมั่นกับ RFID มาก โดยตอนนี้ทาง Metro Group เริ่มเอา RFID มาใช้กับ Goods Receiving จาก suppliers และก็กระบวนการ shipping จาก warehouse หลักไปยัง Distribution Center โดยยังทำที่ระดับ pallette อยู่แต่กำลังจะลองที่ระดับ case เร็วๆนี้ ขั้นตอนการทำ goods receiving โดยใช้ RFID ก็คือ ทาง suppliers ที่ต้องการจะส่งของจะต้องส่ง ASN(Advanced Shipping Notice) มาก่อนว่าจะมี tag เบอร์อะไรมาบ้างทำให้ขารับทำงานได้เร็วขึ้นมากโดยแค่ match กับ tag ที่อ่านได้ที่ gate เท่านั้น

ทาง Metro Group สร้าง web www.future-store.org ขึ้นมาโดยมีข้อมูลเกี่ยวกับการนำ RFID ไปใช้ในรูปแบบต่างๆ และมี clip video ให้ download เยอะแยะเลยครับ อย่างรูปข้างบนก็เป็น idea ของเขาว่าในอนาคตเขาจะติด reader ไว้ที่ shopping cart เพื่อคอยอ่าน tag บนสินค้าที่ลูกค้าใส่เข้ามาใน cart และอาจจะให้ข้อมูลต่างๆให้ match กับ profile ของลูกค้านั้นๆ เช่นถ้าลูกค้าแพ้อะไรแล้วเกิดหยิบเอาสินค้าที่อาจจทำให้ลูกค้าแพ้เข้ามาก็จะส่งข้อความเตือนที่น่าจอได้เลย หรือจะทำ cross selling ก็ได้ ผมแนะนำให้เข้าไปดูและคอย update อยู่เรื่อยๆ จะได้ประโยชน์มาก นอกจากนี้จากหน้า main ก็มี link ไปสู่หน้า RFID Innovations ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่มากมายทีเดียว

Thai Smart Card

เคยสงสัยมานานแล้วเรื่อง security ของการ์ด smartpurse ที่ใช้ใน 7-eleven ของบริษัทไทยสมาร์ทการ์ด พอมีเวลาเลยลองค้นข้อมูลดู การ์ดที่ใช้เป็น dual interface card คือเป็นทั้ง contact และ contactless ครับ contact ก็จะใช้สำหรับเวลาเติมเงินผ่านเครื่อง terminal หรือเครื่อง ATM เป็นไปตามมาตรฐาน ISO7816 ส่วน contactless ก็ใช้เทคโนโลยี RFID ที่ย่าน 13.56 MHz และเป็นไปตามมาตรฐาน ISO14443 โดยทางบริษัทไทยสมาร์ทการ์ดใช้ชิปของ NXP (Phillips เก่า) รุ่น MIFARE PROX ICs ส่วนตัวการ์ดใช้ของบริษัทเยอรมันชื่อ Giesecke & Devrient GmbH


เนื่องจากเป็นย่าน 13.56 MHz ดังนั้นระยะทำงานก็ต้องใกล้ๆต่ำกว่า 10cm ดังนั้นที่กลัวว่าจะเกิดการผิดพลาดคนอื่นกำลังจะจ่ายเงิน แล้วเครื่องมันเกิดมาอ่านบัตรของเราก็คงจะไม่น่าเป็นไปได้ครับเพราะส่วนใหญ่ เราก็คงจะไม่ถือบัตรของเราไปใกล้ขนาดนั้นตอนที่เรายังไม่จ่ายอยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวคือผมเคยเห็นมีบางคนบอกว่า ถ้าน้องที่ counter เขาเกิดยังไม่ได้ clear หน้าจอของลูกค้ารายที่แล้ว ซึ่งด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ที่หน้าจอถึงขั้นที่ต้องจ่ายและรอการเอาบัตรมาจ่อ พอเรากำลังจะเข้าไปจ่ายแล้วบอกว่าจะใช้บัตรแล้วเราเกิดไม่ดูหน้าจอให้ดีก่อน แล้วเอาบัตรไปจ่อเลย เราก็จะเสียเงินให้กับ transaction ที่ค้างอยู่ทันที ซึ่งก็คงกันยากครับ แต่ส่วนใหญ่คนที่จะใช้บัตรอย่างนี้ก็คงสามารถพอที่จะดูให้ดีก่อน

ส่วน เรื่อง security ผมพยายามหารายละเอียดใน web site ของ tsc แต่ไม่พบว่ามีอธิบายอะไรไว้เลยลองศึกษาของที่อื่นที่เขาทำกัน สรุปคร่าวๆว่าจะมีขั้นตอนประมาณนี้ครับ เมื่อเครื่องอ่านพยายามอ่านมาที่ RFID tag ที่อยู่บนบัตร ตัว tag ก็จะตอบกลับไปด้วย serial number และ cryptogram ซึ่งเป็นข้อมูลที่สร้างโดยตัว tag เอง(ข้างใน tag มี microprocessor ของ NXP อยู่) cryptogram นี้ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะครับเพราะ จะได้มาจากการเอา serial number ของ tag รวมเข้ากับ transaction counter แล้วเอามาเข้ารหัสด้วย private key ของ tag เอง โดยที่ private key นี้ไม่สามารถอ่านได้ครับไม่ว่าโดยวิธีใดๆทั้งสิ้นและจะถูกใส่เข้ามาตั้งแต่ ตอนผลิต tag เลยครับโดยจะเป็นการสร้างมาจาก serial number ของ tag และ master key ขององค์กรเจ้าของ เมื่อ centralized server ได้รับข้อมูล serial number และ cryptogram นี้แล้ว ก็จะสามารถรู้แล้วว่าเป็นบัตรใบไหน และจาก cryptogram ที่ได้รับก็จะทำการใช้ public key decrypt ออกมาเพื่อ verify ว่าเป็นบัตรอันนี้จริง แล้วก็ process transaction ต่อไปได้

ผม ก็คิดว่าบัตร contactless ของทาง tsc ก็คงมีการทำงานในลักษณะใกล้เคียงกับแบบนี้เหมือนกัน ส่วนพวกบัตรของรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินที่เป็น RFID น่าจะมีการทำงานที่ต่างกันเพราะคงไม่ query เข้ามาที่ centralized server เพราะอาจจะช้าเกินไป ไว้คงต้องหาข้อมูลอีกทีครับ

Wednesday, September 12, 2007

RFID Lesson 1

ระบบ RFID หรือ Radio Frequency Identification ประกอบไปด้วย Reader อ่านข้อมูลจาก Tag หรือ Transponder โดยบน Tag จะมีข้อมูลที่เรียกว่า UID (Unique Identification Number) อยู่และอาจจะมีข้อมูลอื่นๆอยู่ด้วยก็ได้ ตัวอ่านหรือ Reader ก็จะมีสายต่ออยู่กับสายอากาศ (Antenna) เพื่อกระจายคลื่นวิทยุไปยัง Tag

เรื่องน่ารู้เบื้องต้นของคลื่นวิทยุ


คลื่นวิทยุเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งเหมือนกับพวก แสง คลื่นอัลตราไวโอเล็ต และคลื่นอินฟราเรด เพียงแต่ต่างย่านความถี่เท่านั้น คลื่นวิทยุที่แผ่กระจายออกจากสายอากาศนั้นประกอบไปด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า ความถี่ของคลื่นวิทยุที่เราพูดกัน จะหมายถึงความถี่ของคลื่นพาหะหรือ Carrier Frequency ความถี่ในระบบ RFID ที่ใช้กันทั่วไปได้แก่
  • 125 kHz. Low Frequency (LF)
  • 134.2 kHz. Low Frequency (LF)
  • 13.56 MHz. High Frequency (HF)
  • 433 MHz. ใช้กันทั่วไปสำหรับ Active Tag แต่ไม่มีมาตรฐานกำหนด ส่วนใหญ่จะเป็น proprietary กำลังจะถูกทดแทนด้วยย่าน 2.45 GHz. เพราะมีมาตรฐานรองรับดีกว่า
  • 868 MHz. Ultra High Frequency (UHF) สำหรับในโซนยุโรป
  • 915 MHz. Ultra High
    Frequency (UHF) สำหรับในโซนอเมริกาและประเทศอื่นๆ
  • 2.45 GHz. Microwave
    Frequency (UHF)
  • 5.8 GHz. Super High Frequency (SHF) หรือ Microwave ย่านนี้ยังไม่ค่อยใช้กัน เพราะยังไม่มีมาตรฐานกำหนดและยังมีปัญหาในทางเทคนิคอยู่
สายอากาศนั้นจะถูก tuned มาให้ resonant เต็มที่ที่ความถี่ย่านแคบๆโดยมี center frequency อยู่ที่ค่าความถี่ของพาหะ ดังนั้นระบบที่ออกแบบมาสำหรับความถี่ 915 MHz. ซึ่งเป็น center frequency ของย่าน 902-928 MHz. จึงไม่สามารถที่จะอ่าน tag ที่ความถี่ 125 kHz, 13.56 MHz. หรือ 2.45 GHz. ได้ สำหรับย่าน 868 MHz. ถ้าเป็น tag ที่ comply ตามมาตรฐาน EPCGen 2 ก็อาจจะอ่านได้ (ผมจะได้พูดถึงในรายละเอียดต่อไปครับ)

ระบบ RFID นั้นจะใช้หน่วยเดซิเบล (decibel, dB) ในการบอกขนาดของค่า การขยายสัญญาณของเสาอากาศ ค่า cable loss และหน่วย dBm หรือ milli Watt ในการบอกค่า power output ทั้งนี้ในแต่ละประเทศก็จะมีการกำหนดย่านความถี่ที่อนุญาตและค่า power ในแต่ละย่านที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้ค่า power output ที่ไม่เหมาะสมนั้นก็จะทำให้มีปัญหาทางกฏหมายและอาจยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

ค่า dB นั้นเป็น ratio ระหว่างตัวเลขสองตัวและเป็น 1/10 ของ Bel ซึ่งถูกตั้งขึ้นตามชื่อของ Alexander Graham Bell หรือคนที่คิดผลิตโทรศัพทขึ้นนั่นแหละครับ ดังนั้นตัว B ก็เลยต้องเขียนเป็นตัวใหญ่ไงครับ โดยค่า dB นั้นจะใช้ scale ของ logarithmic ซึ่งจะทำให้ง่ายในเวลาคำณวณ เพราะเพียงแค่นำค่ามาบวกหรือลบกันเท่านั้น กล่าวคือ

Bel = log (P2/P1)

พอเป็น dB ก็จะกลายเป็น

dB = 10 x log (P2/P1)

นั่นเองครับ ค่า dB ก็ทำให้ตัวเลขใหญ่ขึ้นทำให้ง่ายต่อการคำณวณ ค่า gain ก็จะมีค่า dB เป็นบวก ส่วนค่า loss ก็จะมีค่า dB เป็นลบ มีค่า dB บางตัวเลขที่น่าจดจำไว้ครับ

  • 3dB gain/loss เท่ากับ 2 เท่าหรือ ครึ่งหนี่งของระดับสัญญาณ แล้วแต่ว่าเป็น gain หรือ loss ดังนั้นถ้าสายสัญญาณมีค่า loss 3 dB มันก็จะทำให้สัญญาณเสีย power ไปครี่งหนึ่งที่ปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง
  • 10 dB gain/loss เท่ากับ 10 เท่าหรือ 1/10 ของระดับสัญญาณ แล้วแต่ว่าเป็น gain หรือ loss ดังนั้นถ้าสายสัญญาณมีค่า loss 10 dB มันก็จะทำให้สัญญาณเสีย power ไปถึง 90% ที่ปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง
  • 20 dB gain/loss เท่ากับ 100 เท่าหรือ 1/100 ของระดับสัญญาณ แล้วแต่ว่าเป็น gain หรือ loss ดังนั้นถ้าสายสัญญาณมีค่า loss 20 dB มันก็จะทำให้สัญญาณเสีย power ไปถึง 99% ที่ปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง
ส่วนค่า power output หรือ power level นั้นจะใช้หน่วยของ dBm หรือ decibel milliwatt โดยก็จะเป็นการเทียบค่า power กับ 1 milliwatt นั่นเอง (1 mW)

Power (dBm) = 10 x log (P/1mW)

ค่าของ dBm ที่น่าจำก็คือ
  • 0 dBm = 1mW
  • 10 dBm = 10mW
  • 20 dBm = 100mW
  • 30 dBm = 1000mW หรือ 1 Watt
  • 40 dBm = 10 Watt
เพิ่มเติมอีกหน่อยคือ

P (dBi; references an isotropic radiator) = 10 log (Pr/Pi), where Pi is power received from an isotropic antenna.
P (dBd; references a dipole antenna) = 10 Log (Pr/Pd), where Pd is power received from a dipole antenna.

Propagation Mode ที่ใช้กันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • Free space line of
    sight transmission เช่นในระบบ satellite communications
  • Reflection ใช้กันมากในระบบ land mobile communications
  • Refraction คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีการหักเหเมื่อผ่านตัวกลางสองตัวที่มีค่าดัชนีหักเหที่ต่างกัน
  • Diffraction คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีการหักเหรอบวัตถุด้วย
ค่าการลดทอน หรือ Attenuation คือการลดลงของ
amplitude และความเข้มหรือ intensity ของสัญญาณ เมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางผ่านระยะทางหนึ่งๆ หรือเมื่อมีการสะท้อนกลับ หรือเมื่อมีการหักเห


Isotropic Source
แหล่งกระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในแบบ Isotropic จะกระจายคลื่นออกไปในทุกทิศทางเท่าๆกัน ซึ่งจะใช้เป็นตัวเทียบเพื่อความเข้าใจเท่านั้น มีใช้จริงน้อย ส่วนใหญ่ใช้กันใน lab

Tuesday, September 11, 2007

Implanted RFID Chip Caused Cancer

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวแพร่สะพัดไปหมดว่า rfid chip ที่ใช้ฝังอยู่ในสัตว์ทดลองทำให้เกิดมะเร็งขึ้น สามารถไปดูข่าวโดยละเอียดได้ที่ associated press ผมอ่านดูแล้ว เป็นการทำวิจัยจากปี 1996 ถึงปี 2006 โดยมีหลายกลุ่มด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหนู นักวิจัยบางคนสรุปตรงๆเลยว่า การฝังตัว rfid chip นี้ทำให้เกิดมะเร็งขึ้น


ข่าวนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบริษัท VeriChip ที่ทำ chip สำหรับฝังในคน โดยในปัจจุบันได้ฝังในคนไปแล้วทั้งหมด 2000 คนทั่วโลก ทั้งนี้บริษัท VeriChip นี้ได้รับการอนุญาตโดย FDA ของอเมริกาถูกต้องทุกประการ ผมว่าข่าวนี้คงทำให้บริษัท VeriChip แย่ไปพอสมควรเพราะเิพิ่งจะเข้าตลาดด้วย แต่ที่สำคัญเนื่องจากข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางโดยสื่อ ผมกลัวว่าคนจะเริ่มเข้าใจผิด เหมารวมมองเทคโนโลยี RFID ว่าเกี่ยวกับมะเร็งหรือทำให้เกิดมะเร็งไป แต่หวังว่าคงจะไม่เป็นอย่างนั้นครับ

Monday, September 10, 2007

Basic Reference

จริงๆ RFID (Radio Frequency Identification) โดย concept แล้วไม่มีอะไรซับซ้อนเลยสรุปอย่างสั้นมากๆ ก็คือ การระบุบ่งชี้วัตถุ(Identify) ด้วยคลื่นวิทยุ(Radio Frequency) โดยการทำงานก็มี RFID Reader กับ RFID Tag ใน tag ก็มีสายอากาศกับ chip ที่บรรจุเอารหัสอยู่ พอได้รับคลื่นวิทยุซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ก็จะ pick up เอาพลังงานมาแล้วก็ทำการเหนี่ยวนำ(Induction)หรือสะท้อน(Backscattering) คลื่นกลับไปโดย modulate ด้วยรหัสข้อมูลที่อยู่ใน chip แล้ว reader ก็เอาข้อมูลนี้ไปใช้ จุดเด่นก็คือ มีระยะการทำงานไกล(1-5 เมตร) สามารถอ่าน tag ได้หลายๆ tag พร้อมกัน(จริงๆ ก็อ่านทีละ tag โดยขบวนการ singulation แหละครับ ไว้ว่ารายละเอียดกันภายหลัง)

ผมจะพยายามรวบรวมข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้นที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ทั้งของต่างประเทศและในประเทศมาไว้ใน blog entry อันแรกนี้ก่อน จริงๆแล้วข้อมูลอย่างครบถ้วนในแง่ของรายละเอียดการทำงานจะอยู่ในมาตรฐานของ EPCGlobal ซึ่งจะมีทั้งการทำงานของ Tag Class 0, Class 1 และ Gen.2 Class 1 ซึ่งผมจะทยอยนำมาสรุปไว้เป็นส่วนๆต่อไป นอกจากนี้ในเมืองไทยก็มีหลายท่าน เขียนบทความเกี่ยวกับ RFID ที่เป็นประโยชน์มากเช่นคุณปรเมศร์ กุมารบุญเป็นต้น ข้างล่างนี้เป็นลิงค์ที่น่าสนใจและมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์


บทความที่มีประโยชน์

มาตรฐานจาก web EPCGlobal
จริงๆถ้ามีเวลาอ่านและทำความเข้าใจมาตรฐานเหล่านี้ทั้งหมด คุณก็เป็นผู้เชี่ยวชาญได้เลย เพียงแต่มันอ่านยากเหมือนกัน ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆทำความเข้าใจไป

RFID Implementation Cookbook (Release 2)
guidelines บางส่วนจาก EPCGlobal ในการ implement ระบบ RFID

RFID เทคโนโลยีนี้จะพลิกโลก(บทความของคุณปรเมศวร์ กุมารบุญ ตอนที่ 1)
overview ทั่วๆไป และพูดถึงตัวอย่างที่ใช้กันในบ้านเรา เช่น gate ตามร้านขาย cd/dvd ที่ติดกระเป๋าที่สุวรรณภูมิ ticket รถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ตัวอย่างเรื่องมี tag กับของทุกชิ้นใน supermarket แล้วเวลาเก็บเงินแค่เข็นผ่าน คงจะอีกนานครับ ตอนนี้ item-level tagging เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น นอกจากนี้ก็มี applications ในด้านต่างๆที่น่าสนใจ ที่สำคัญมีตารางสรุปความถี่ที่อนุญาตในบ้านเราพร้อมกำลังส่งด้วย

RFID เทคโนโลยีนี้จะพลิกโลก(ตอนที่ 2)
มีรูปการกระบวนการทำงานระหว่าง reader กับ tag อยู่ ซึ่งดีมากๆเลยครับผมแนะนำให้อ่าน detail ในรูปให้ละเอียด นอกจากนั้นก็มีรายละเอียดย่านความถี่ต่างๆและการให้อนุญาตอยู่ด้วย

RFID เทคโนโลยีนี้จะพลิกโลก(ตอนที่ 3)
มีข้อมูลรายละเอียดย่านความถี่ 920-925 MHz ที่ให้อนุญาตในประเทศไทยอยู่

Blog ของคุณหมอสมชาย ตระกูลโชคเสถียร
แต่ดูเหมือนคุณหมอจะไม่มีเวลาเข้ามา update เท่าไรแล้ว

Tutorial
นอกจากนี้ skyrfid ก็ offer tutoiral course ทีมีประโยชน์มาก เป็นแบบค่อยๆทยอยส่งมาทาง email วันละเรื่อง มีทั้งหมด 7 เรื่อง เนื้อหาก็จะครอบคลุมส่วนหลักๆที่จำเป็นทั้งหมดครับ click ข้างล่างเพื่อขอ register ได้เลยครับ



Related Companies in Thailand
ข้อมูลบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับ RFID มีสรุปไว้ที่ RFID Cluster Page ของ NECTEC ที่เห็นบ่อยๆ ก็คือบริษัท Identify, IE Technology, Silicon Craft Technology และ Smartsoft

RFID in Dressing Room

ร้านขายเสื้อผ้า Mi-tu ในฮ่องกงเอาเทคโนโลยี RFID ไปใช้ได้น่าสนใจ โดยในห้องลองชุดของลูกค้า จะมีกระจกบานใหญ่และมีจอ LCD ไว้ ที่หลังกระจกก็จะมี RFID Reader อยู่ เสื้อผ้าแต่ละชุดก็จะมี RFID Tag ติดอยู่ เมื่อลูกค้าถือเสื้อผ้าเข้ามาในห้องลอง Reader ก็จะอ่าน Tag ทำการ query database จากนั้น จอ LCD ก็จะสามารถแสดงรายละเอียดของสินค้า และสามารถแนะนำ ชุดที่จะเข้ากันได้ด้วย


นอกจากนั้นลูกค้าสามารถกดคุยกับเจ้าหน้าที่ข้างนอกให้เอาสินค้าที่ต้องการมาให้ในห้องลองได้เลย โดยเจ้าหน้าที่ก็จะเห็นว่าลูกค้ากำลังดูอะไรอยู่บนจอ LCD และต้องการสินค้าอะไร

ที่มา : rfidjournal